News & Activities

17-19 มิถุนายน 2563 ดร.ตะวัน ห่างสูงเนิน ประธานมูลนิธิฯ เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้โครงการพัฒนาองค์ความรู้และข้อมูลสำหรับ SMEs (Knowledge Center) โดยร่วมบรรยายในหัวข้อ "นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ทางเลือกใหม่ SMEs ไทย" ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แก่กลุ่มผู้ประกอบการ OTOP, SMEs และเครือข่ายวิสาหกิจ
53 Visitor
📢📢 เชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์หยุดการเผาในพื้นที่การเกษตร 📢📢รับเสื้อยืดหยุดเผา (No Burn) เพียงท่านบริจาคเงินสนับสนุนโครงการฯ (ไม่มีขั้นต่ำ) จำนวนเงินทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนกิจกรรมภายใต้โครงการหยุดการเผาของมูลนิธิฯ
111 Visitor
ในนามของมูลนิธิเกษตรรักษ์สิ่งแวดล้อม (ประเทศไทย) ขอแสดงความเสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้ง กับการจากไปของท่านวิโรจน์ เย็นสวิัสดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทโปรซอฟท์ คอมเทค จำกัด ผู้ก่อตั้ง Dutch Farm และที่ปรึกษาของมูลนิธิเกษตรรักษ์สิ่งแวดล้อม (ประเทศไทย) โดยกำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศลศพจะมีขึ้น ณ อ.ชนบท จ.ขอนแก่น
144 Visitor

บทความ

ปัญหามลพิษหมอกควันทางอากาศในประเทศไทย ความเป็นจริงเกิดขึ้นมายาวนาน อยู่คู่กับสังคมเกษตรกรรมไทยมาตลอดชั่วอายุของเรา วัฒนะธรรมบางพื้นที่ กิจกรรมการผลิตบางประเภท การเผาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต และการจัดการ อาจเป็นแนวทางที่ผิด หรือไม่ผิดแต่นั่นคือภูมิปัญญาที่สังสมมาจากรุ่นสู่รุ่น เช่น การทำไร่ของเกษตรกรในพื้นที่สูง การทำไร่หมุนเวียน ซึ่งวิถีชีวิตเหล่านี้ ไฟเป็นเครื่องมือหนึ่งในกระบวนการผลิต ยกตัวอย่างให้เห็นเชิงประจักร ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เราจะเรียกว่าเมืองสามหมอก จะมีทั้งหมอกเมฆหมอกฝน หน้าหนาว และก็หมอกควัน ซึ่งก็เป็นแบบนี้มายาวนาน ทำไมในอดีตถึงไม่ส่งผลถึงสุขภาพมนุษย์มากนัก ในอดีตคนทำอาชีพเกษตรกรรมซึ่งจะอยู่ในลักษณะของการยังชีพ ยังไม่ได้ทำในแบบธุรกิจมากมายดังในปัจจุบัน ที่การทำการเกษตรไม่ได้พึ่งพาการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี  เพราะฉะนั้นฝุ่นพิษหรือควันที่ถูกส่งไปในชั้นบรรยากาศจะเป็นการเผาจากเศษวัสดุมากกว่า ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีทางการเกษตร นอกจากนี้ในภาคอุตสาหกรรมก็ไม่ได้มีมากมายดังเช่นปัจจุบัน ในสมัยก่อนการทำอุตสาหกรรม นิคม หรือเครื่องยนต์ หรือ รถยนต์ ประชากรในภาคครัวเรือนไม่มาก ดังนั้นการเผาในอดีตถามว่ามีใหน มีอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน ในอดีตไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บนพื้นที่สูงหรือพื้นราบ การเกษตรล้วนมีกิจกรรมการเผาแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ในส่วนการเผาฟางในนาข้าว เดิมประเทศไทยเลี้ยงปศุสัตว์จำนวนมาก ฟางข้าวเป็นของมีค่า เป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงหลายชนิด การเผาตอชังและฟางข้าวจึงน้อยมาก ส่วนอ้อย และข้าวโพดพึ่งเข้ามามีบทบาทกับสังคมเกษตรกรรมไม่นานมานี้ในฐานะเกษตรอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการเผาในไร่อ้อยเดิมที่แรงงานตัดอ้อยไม่แพงอ้อยไฟไหม้จะน้อยมาก แต่ปัจจุบันแรงงานตัดอ้อยหาอยากและราคาแพงเกษตรกรจึงเลือกใช้แนวทางการเผาเพื่อให้สะดวกต่อการตัด ส่วนข้าวโพดพื้นที่ผลิตส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนืออยู่ใกล้ป่าสงวน หรืออยู่ในเขตป่า เป็นที่ราบหรือที่เชิงเขา ยากต่อการไถ หรือใช้เครื่องจักรเกษตรกรจึงนิยมเผาทำรายวัชพืชในการเตรียมดิน     
607 Visitor

Our Projects

Post Date : 
2019-12-20
 หลายปีมานี้ สิ่งที่เป็นความท้าทายของมนุษย์การเผชิญหน้ากับปัญหาภาวะโลกร้อนและปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและก๊าซอันตรายต่าง ๆ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงและสร้างปัญหาต่อสุขภาพของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งเกิดจากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม การเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นแหล่งมลพิษที่สำคัญที่ก่อให้เกิดหมอกควัน ฝุ่นละออง เถ้าและเขม่าควัน ระบายออกสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้เกิดปัญหาหมอกควัน มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ และยังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพการเกษตร กล่าวคือ เป็นสาเหตุหลักของปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
243 Visitor
Post Date : 
2018-03-28
Agricultural crop residue burning represents an important source of air pollutants in many countries, especially in developing countries (Levine et al., 1995; Badarinath et al., 2006; Zhang et al., 2011) . Especially in the Southeast Asia (Thailand, Cambodia, Indonesia, Malaysia, Vietnam, Laos, Mynamar), Agricultural crop residue burning including open field burning and forest burning contributes to regional and global climate change by producing Carbon Dioxide (CO2), Methane(CH4), Nitrous Oxide (N2O) and – of special interest near cryosphere regions – Black Carbon (BC) (black carbon warms the lower atmosphere and is the second most important contributor to global warming after carbon dioxide ), which deposits on nearby snow and ice, speeding melting. Open burning is the single largest source of black carbon globally, at 42% dwarfing all other sources (biomass burning for residential cooking and heating is 18%, diesel transport 14%). These gases increase the atmospheric temperature which, affect to the worldwide environment. In addition to depositing on nearby ice and snow, causing greater and earlier melting, set agricultural fires often burn out of control, spreading and causing forest and grassland wildfires that release additional BC as well as greenhouse gases — including methane, CO, and CO2; damage nearby sensitive ecosystems; and cause loss of human life and infrastructure. Smoke from open burning also negatively impacts human health. 
2821 Visitor
Create a website for free Online Stores